วันพุธที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2560

การเปิด/ปิดออเดอร์ MT4

1) กดปุ่ม New Order บน Toolbar หรือกดปุ่ม F9 (ถ้าท่าน Log in โดยใช้ Investor Password ท่านจะไม่สามารถกดปุ่มนี้ได้, Investor Password จะใช้สำหรับให้คนอื่นดูผลการเทรดเท่านั้น ไม่สามารถทำการเทรดได้)
2) จะมีหน้าต่างแสดงขึ้นมาดังรูป

2.1) Symbol – คู่สกุลเงินที่ต้องการซื้อขาย
2.2) Volume – จำนวน Lot ที่ต้องการเทรด
2.3) Stop Loss – ราคาที่จะให้ปิดออเดอร์อัตโนมัติเมื่อขาดทุน
2.4) Take Profit – ราคาที่จะให้ปิดออเดอร์อัตโนมัติเมื่อกำไร
2.5) Comment – สามารถใส่ Comment สำหรับออเดอร์ที่จะเปิด
2.6) Type – Instant Execution / Market Execution คือเปิดออเดอร์ทันที, Pending Order คือเปิดออเดอร์แบบ Pending (รอให้ราคามาถึงจุดที่เราต้องการถึงจะทำการเปิดออเดอร์)
2.7) Sell – เปิดออเดอร์ขาย
2.8) Buy – เปิดออเดอร์ซื้อ
2.9) Enable maximum deviation from quoted price ใช้เพื่อป้องกันการเจอปัญหา Requote (สมมติว่าราคาที่เราเห็นในหน้าจอของเราขณะนั้นเป็น 1.000 พอเราส่งคำสั่งซื้อขายไปแล้ว ราคาที่ Serverได้เปลี่ยนไปเป็นราคาอื่นที่ไม่ใช่ 1.000 ซึ่งถ้ากรณีนี้เกิดขึ้น หลังจากส่งคำสั่งไปก็จะมี pop up ขึ้นมาว่าราคาได้เปลี่ยนไปแล้ว ซึ่งจะทำให้เราเสียโอกาสในการได้ราคาที่เราต้องการไป)
3) ถ้าเลือกการเปิดออเดอร์เป็นแบบ Pending หน้าต่างจะเปลี่ยนเป็นดังรูป การเปิดออเดอร์เช่นนี้เป็นการตั้งเปิดออเดอร์ทิ้งไว้ในกรณีที่ราคาที่เราต้องการซื้อหรือขายยังไม่เกิดขึ้น เมื่อราคาปัจจุบันมาถึงราคาที่เราตั้งไว้ ออเดอร์ก็จะเปิดให้อัตโนมัติ

ในส่วน Pending Order จะมีค่าต่างๆให้เลือกดังนี้
3.1) Type – Buy Limit คือทำการซื้อเมื่อราคาปัจจุบันอยู่สูงกว่าราคาที่เราจะซื้อ, Sell Limit คือทำการขายเมื่อราคาปัจจุบันอยู่ต่ำกว่าราคาที่เราจะขาย, Buy Stop คือทำการซื้อเมื่อราคาปัจจุบันอยู่ต่ำกว่าราคาที่เราจะซื้อ, Sell Stop คือทำการขายเมื่อราคาปัจจุบันอยู่สูงกว่าราคาที่เราจะขาย
ตัวอย่าง
สมมติราคาปัจจุบันเป็น 1.0000 แล้วต้องการซื้อที่ 0.9xxx ให้ตั้งเป็น Buy Limit
สมมติราคาปัจจุบันเป็น 1.0000 แล้วต้องการซื้อที่ 1.0xxx ให้ตั้งเป็น Buy Stop
สมมติราคาปัจจุบันเป็น 1.0000 แล้วต้องการขายที่ 0.9xxx ให้ตั้งเป็น Sell Stop
สมมติราคาปัจจุบันเป็น 1.0000 แล้วต้องการขายที่ 1.0xxx ให้ตั้งเป็น Sell Limit
3.2) at price – ใส่ราคาที่เราต้องการซื้อขาย
3.3) Place – ทำการเปิดออเดอร์ Pending
3.4) Expiry – เวลาหมดอายุของออเดอร์ในกรณีที่ยังไม่มีการเปิดออเดอร์
4) ถ้าทำการเปิดออเดอร์แล้วจะเห็นรายละเอียดออเดอร์ที่หน้าต่าง Terminal ด้านล่าง ดังรูป

4.1) Order – หมายเลขออเดอร์
4.2) Time – เวลาที่ทำการเปิดออเดอร์ (เวลาใน Server)
4.3) Type – ประเภทออเดอร์ (ซื้อหรือขาย)
4.4) Size – จำนวน Volume (Lot)
4.5) Symbol – สกุลเงิน
4.6) Price – ราคาที่ทำการเปิดออเดอร์
4.7) S/L – ราคา Stop Loss (0 คือไม่ได้ทำการเซต)
4.8) T/P – ราคา Target Profit (0 คือไม่ได้ทำการเซต)
4.9) Price – ราคาปัจจุบัน
4.10) Commission – ค่าคอมมิชชั่น
4.11) Swap – ค่า Swap
4.12) Profit – กำไร/ขาดทุน
4.13) Balance – ยอดเงินที่ยังไม่รวมกำไรหรือขาดทุนของออเดอร์ที่กำลังเปิดอยู่
4.14) Equity – ยอดเงินที่รวมกำไรหรือขาดทุนของออเดอร์ที่กำลังเปิดอยู่
4.15) Margin – จำนวน Margin ทั้งหมดที่ใช้ไปในการเปิดออเดอร์
4.16) Free Margin – มีค่าเท่ากับ Equity – Margin
4.17) Margin Level – มีค่าเท่ากับ Equity / Margin * 100 เป็นอัตราส่วนระหว่าง Equity กับ Margin ยิ่งเยอะยิ่งดี ถ้าลดเหลือน้อยต่ำกว่าค่า Margin call level ตรงออเดอร์จะเป็นสีแดงเตือนขึ้นมาว่า Margin เหลือต่ำแล้ว ถ้า Margin level ต่ำกว่า Stop level ออเดอร์ก็จะถูกปิดให้โดยอัตโนมัติ ซึ่งแต่ละบัญชีก็จะมีระดับ Margin call level และ Stop Level ที่แตกต่างกัน สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ http://th.fxclearing.com/trading-terms จะอยู่ในส่วนของกฎ Margin Call ด้านล่าง
5) ถ้าต้องการปิดออเดอร์ ให้ดับเบิ้ลคลิกที่รายละเอียดของออเดอร์ จะมีหน้าต่างแสดงขึ้นมาดังรูป เลือก Type เป็น Instant Execution และกดปุ่ม Close เพื่อปิดออเดอร์

6) ถ้าต้องการแก้ไขออเดอร์ เช่น Stop Loss หรือ Target Profit ให้ดับเบิ้ลคลิกที่รายละเอียดของออเดอร์ จะมีหน้าต่างแสดงขึ้นมาดังรูป เลือก Type เป็น Modify Order แก้ไขรายละเอียดดามต้องการ และกดปุ่ม Modify เพื่อแก้ไขออเดอร์

7) ถ้าทำการปิดออเดอร์แล้ว รายละเอียดออเดอร์ก็จะย้ายไปอยู่ในแท็บ Account History ดังรูป

7.1) Order – หมายเลขออเดอร์
7.2) Time – เวลาที่ทำการเปิดออเดอร์ (เวลาใน Server)
7.3) Type – ประเภทออเดอร์ (ซื้อหรือขาย)
7.4) Size – จำนวน Volume (Lot)
7.5) Symbol – สกุลเงิน
7.6) Price – ราคาที่ทำการเปิดออเดอร์
7.7) S/L – ราคา Stop Loss (0 คือไม่ได้ทำการเซต)
7.8) T/P – ราคา Target Profit (0 คือไม่ได้ทำการเซต)
7.9) Time – เวลาที่ทำการปิดออเดอร์ (เวลาใน Server)
7.10) Price – ราคาที่ทำการปิดออเดอร์
7.11) Commission – ค่าคอมมิชชั่น
7.12) Swap – ค่า Swap
7.13) Profit – กำไร/ขาดทุน

8) ที่แท็บ Account History สามารถคลิกขวาเพื่อเลือกออฟชั่นต่างๆได้ดังนี้

8.1) All History – ให้แสดงประวัติการเทรดทั้งหมด (โดย Default จะแสดงประวัติการเทรดของเดือนปัจจุบัน)
8.2) Last 3 Months – ให้แสดงประวัติการเทรดย้อนหลัง 3 เดือน
8.3) Last Month – ให้แสดงประวัติการเทรดของเดือนปัจจุบัน
8.4) Custom Period – สามารถเลือกช่วงเวลาที่จะให้แสดงประวัติการเทรดได้
8.5) Save as Report – คือการ Export ประวัติการเทรดออกมาเป็นไฟล์
8.5) Save as Detailed Report – คือการ Export ประวัติการเทรดแบบละเอียดออกมาเป็นไฟล์
8.6) Commissions – ให้แสดง/ซ่อนคอลัมน์ Commissions
8.7) Taxs – ให้แสดง/ซ่อนคอลัมน์ Taxs
8.8) Comments – ให้แสดง/ซ่อนคอลัมน์ Comments
8.9) Auto Arrange – จัดขนาดของคอลัมน์อัตโนมัติ
8.10) Grid – ให้แสดง/ซ่อนเส้นแบ่งคอลัมน์
9) ที่แท็บ Journal จะแสดงรายละเอียดคำสั่งที่เราทำการเทรดทั้งหมด รวมถึง Error ต่างๆ

Take Profit (TP) คืออะไร

Take Profit (TP) คืออะไร

คำสำคัญคำต่อมาคือคำว่า Take Profit (TP) คำนี้ถือเป็นคำที่นักเทรด forex ชอบมากๆ เพราะถ้ากราฟของใครวิ่งมาถึงตรงจุดนี้นั้นหมายความว่าคุณสามารถทำเงินได้มากมายจากการทำ Take Profit (TP) ดังนั้นเรามาเจาะลึกไปพร้อมๆกันว่า Take Profit (TP) คืออะไร และเราสามารถใช้ประโยชน์จากการตั้งค่า Take Profit (TP) ได้อย่างไรบ้าง

Take Profit (TP) คืออะไร

Take Profit (TP) หมายถึง การตั้งจุดของการทำกำไรบนเส้นกราฟ โดยปกติมักกำหนดขึ้นมาจากจำนวน pips หรืออาจคิดแบบเป็น % ของจำนวนเงินทุนที่คุณมีก็ได้ครับ เลือกเอาว่าจะใช้ค่าตัวเลขแบบไหน ซึ่งเมื่อกราฟวิ่งมาถึงจุด Take Profit (TP) ก็จะทำการปิดออเดอร์ และให้เราได้รับผลกำไรทันที

การใช้ Take Profit (TP)

วิธีการใช้ Take Profit (TP) ให้เกิดประสิทธิผลมากที่สุด คุณอาจนำเอาแนวคิดด้านล่างนี้ไปประยุกต์ใช้ก็ได้ครับ หลักการมีดังนี้คือ
1.กำหนดเป็น % สำหรับการทำกำไร
โดยปกติแล้ว นักเทรด forex มืออาชีพมักจะกำหนดกำไรอยู่ที่ประมาณ 3-10% ต่อการเทรด 1 ครั้ง เท่านั้น ซึ่งถือเป็นจำนวนเงินที่ปลอดภัยมากที่สุด และมีโอกาสน้อยที่สุดที่คุณจะขาดทุน
2.อย่าเปลี่ยนจุด Take Profit (TP) ถ้าคุณยังไม่แน่ใจ
หากคุณเริ่มทำกำไรจนกราฟวิ่งเข้ามาใกล้จุดที่คุณกำลังจะทำการ Take Profit (TP) แต่เริ่มมีความคิดในใจว่า อยากจะเลื่อนจุดTake Profit (TP) ให้ออกไปอีกสักหน่อย ผมว่าแม้ว่าเป็นความคิดที่ดี แต่ผิดสูตรมากๆ ผมอยากให้คุณทำแบบนั้นคือเลื่อน Take Profit (TP) ต่อเมื่อเป็นการเทรดในช่วงที่มีข่าว นอกเหนือจากนี้ห้ามเลื่อนเด็ดขาด อันตรายมากๆที่คุณจะเสียเงิน

ประโยชน์ของการใช้ Take Profit (TP)

1.ไม่ต้องนั่งเฝ้ากราฟ
สิ่งที่ผมชอบที่สุดของการตั้งจุด Take Profit (TP) คือคุณไม่จำเป็นต้องใช้เวลาทั้งวัน เพื่อการนั่งเฝ้ากราฟ เพราะเพียงแค่คุณตั้งจุดTake Profit (TP) และกราฟวิ่งมาจนกระทั่งถึงจุดที่เราต้องการแล้ว ระบบก็จะทำเงินทันทีโดยที่เราไม่ต้องทำอะไรเลย
2.ทำกำไรได้อย่างแน่นอน
คำนี้หมายความว่า เมื่อกราฟวิ่งมาจนถึงจุดที่เราต้องการ มันก็ทำกำไรทันที โดยที่เราไม่ต้องไปกังวลหรือไปพะวงว่า มันจะมีการแกว่งตัวของกราฟที่ทำให้เรานั้นขาดทุนหรือไม่
ดังนั้นเราจะเห็นว่าการตั้งค่า Take Profit (TP) กับการเทรด forex ถือว่ามีประโยชน์อย่างมาก ดังนั้นเราจึงไม่ควรที่จะทิ้งวิธีการใช้ Take Profit (TP) ไปนะครับ ผมบอกเลยว่า สำคัญทุกตา แม้ว่าคุณจะเปิด lot ที่ 0.01 ในการเทรดก็ตาม ห้ามลืมเด็ดขาด

                                                                                          ขอบคุณข้อมูลจาก
ทีมงาน http://www.forexthai.in.th

วันอังคารที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2560

ตารางเวลาการเทรด Forex เทียบเวลาประเทศไทย

ตลาด Forex นั้นมีหลายแห่งในโลก 

        ที่สำคัญนั้นจะมีเวลาการเปิด - ปิด  ที่คาบเกี่ยวกัน ทำให้เราสามารถเทรดได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวัน  ตั้งแต่เช้าวันจันทร์เวลาตี 4 จนถึงเช้าวันเสาร์เวลาตี 4 ( ตามเวลาประเทศไทย ) 


ตลาดต่างๆที่เรานิยม  มีเวลาเปิด - ปิด ตามตารางดังนี้


 ตลาด

 เวลาเปิด

เวลาปิด 


 AUD = Australian Dollar


5.00  น.

13.00  น.

 JPY = Japanese Yen


 7.00 น.

14.00  น.

EUR = Euro


13.00  น.

21.00  น.

CHF = Swiss Franc


 13.00 น.

21.00 น.

GBP = British Pound


14.00 น.

22.00 น.
  
USD = US Dollar 


19.00  น.

03.00 น.